วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เป็ดยักษ์สีเหลืองในอ่าววิคตอเรียของฮ่องกง


เป็ดยักษ์โผล่กลางอ่าววิคตอเรียในฮ่องกง






ตุ๊กตาเป็ดยางเป่าลม สูง 16.5 เมตรยาว 19.2 เมตร ซึ่งนายฟลอเรนติน ฮอฟแมน ศิลปินชาวดัตช์เป็นต้นคิด ลอยน้ำเข้ามาบริเวณอ่าววิคตอเรีย สัญลักษณ์ของฮ่องกง ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ต่างเดินทางเพื่อชมเป็ดยางตัวนี้ รวมทั้งยอมต่อแถวรอตั้งแต่ 06.00 น. เพื่อซื้อแบบจำลองขนาดเล็กของเป็ดยางตัวนี้ เก็บไว้เป็นที่ระลึก



นายฮอฟแมนกล่าวว่า เขาหวังว่าเป็ดยางยักษ์ตัวนี้ จะเป็นตัวกระตุ้นในเกิดการเชื่อมโยงคนเข้ากับศิลปะสาธารณะ และย้อนให้ผู้ชมกลับไปสู่วัยเด็กอีกครั้ง โดยผู้เข้าชมต่างแสดงความยินดีกับการมาถึงของเป็ดยักษ์ลอยน้ำ ที่ช่วยให้สภาพอากาศอึมครึมสดใสขึ้น 

นอกจากนี้ ฮ่องกงยังได้จัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะเป่าลม ซึ่งรวมถึงแมลงสาบหงายท้องขนาดใหญ่กว่าตัวจริงใกล้กับที่เป็ดยางยักษ์ลอยอยู่ ซึ่งจะจัดแสดงในฮ่องกงไปจนถึงวันที่ 9 มิ.ย. 
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2550 เป็ดยักษ์ตัวนี้ได้ออกเดินทางไปโชว์ตัวตามเมืองใหญ่ๆ 13 เมืองใน 9 ประเทศ ตั้งแต่โอซาก้าของญี่ปุ่น ชิดนีย์ ออสเตรเลีย เซาเปาโล ในบราซิล รวมไปถึงกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่นับเป็นครั้งแรกที่มาจัดแสดงที่ประเทศจีน ก่อนจะออกเดินทางไปยังสหรัฐ และตะวันออกกลางต่อไป
 
ภาพและข้อมูลโดย จุฑารัตน์ เอี่ยมอำพันธ์ จาก http://news.springnewstv.tv/


ฮ่องกงซ่อมเป็ดยางให้กลับมาอวดโฉมนักท่องเที่ยวอีกครั้ง 



       เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 56 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักท่องเที่ยว และชาวฮ่องกงต่างแสดงความยินดีกับการกลับมาอวดโฉมของเป็ดยางยักษ์ที่อ่าววิคตอเรีย ซึ่งช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายหมื่นคน ก่อนที่จะมันจะชำรุดแฟบไปเมื่อเกือบสัปดาห์ที่แล้ว
       เป็ดยางสีเหลืองขนาด 16.5 เมตร หรือ 54 ฟุตดังกล่าวเป็นผลงานของฟลอนเรนติน ฮอฟแมน ศิลปินชาวดัตช์ ล่องมาถึงยังปากอ่าวตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา นับจากนั้นก็เป็นเครื่องดึงดูดนักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เป็ดยางเกิดชำรุดและแฟบลงไปตั้งแต่วันพุธที่แล้ว

       ทว่าล่าสุด แอนดริว ยวง ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและโปรโมชั่น ของชอปปิง มอลล์ในฮาร์เบอร์ ซิตี้ กล่าวว่า ได้ไปตรวจสอบเพื่อซ่อมแซมเป็ดยางแล้ว และมันจะกลับมาสู่สายตาทุกคนอีกครั้ง ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผู้คนหลายร้อยคนต่างออกมาแสดงความยินดีในการกลับมาของเป็ดยักษ์ตัวนี้อีกครั้ง
       สำหรับเป็ดยักษ์ตัวนี้เดินทางไปอวดโฉมยังเมืองต่างๆแล้ว 13 แห่ง ใน 9 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2550 ตั้งแต่บราซิล จนถึงออสเตรเลีย โดยมีกำหนดจะจัดแสดงอยู่ที่ฮ่องกงไปจนถึงวันที่ 9 มิ.ย.56 นี้
ภาพและข้อมูล จาก http://www.siamrath.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แพทย์จีนโชว์หัวใจเทียมรุ่นใหม่




โรงพยาบาลนานาชาติ คาส ดิวาส คูลาร์ (TEDA) ในมหานครเทียนจิน ประเทศจีน ได้เปิดตัวหัวใจเทียมรูปแบบใหม่ ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี แบบเดียวกันกับการออกแบบจรวด คือ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีความปลอดภัยสูง แต่ความสำเร็จของการพัฒนาหัวใจเทียมรูปแบบใหม่นี้ ยังอยู่ในช่วงของการทดลอง โดยเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว นักวิจัยได้ทำการทดลอง ใส่หัวใจเทียมเข้าไปในแกะ และพบว่า แกะตัวนั้นยังคงแข็งแรงดี กินอาหารได้เป็นปกติ จนถึงทุกวันนี้ รวมเป็นเวลานับตั้งแต่เริ่มการทดลองได้นานถึง 62 วัน 
จากรายงานการทดลอง พบว่า มีผู้ป่วยกว่า 1,000 คน ในประเทศจีน ที่ยังคงประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ และอีกหลายคนที่ยังรอการเปลี่ยนถ่ายหัวใจใหม่ เพื่อให้มีชีวิตรอด อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีมีผู้ป่วยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่ได้รับโอกาสในการเปลี่ยนถ่ายหัวใจ ดังนั้นเทคโนโลยีหัวใจเทียมรูปแบบใหม่นี้ จึงได้นำความหวังใหม่มาสู่ผู้ป่วย ที่กำลังรอรับการผ่าตัดอีกเป็นจำนวนมาก 
โดย พัชรพรรณ นันทภัทราวิทย์ จาก http://news.springnewstv.tv

ฝึก "ผึ้ง" ให้ค้นหา "กับระเบิด"

ทีมนักวิจัยชาวโครเอเชีย นำโดยศาสตราจารย์นิโกลา เคซิช จากคณะเกษตรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยซาเกรบ ประสบความสำเร็จในการฝึกฝนให้ ผึ้งŽ กลายเป็นนักค้นหากับระเบิดเพื่อทำลายทิ้งที่มีประสิทธิภาพ โครงการนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2007 ที่ผ่านมา และได้รับทุนสนับสนุนให้ดำเนินการต่อเนื่องจากสหภาพยุโรป (อียู) อีกด้วย

หลายพื้นที่ในบริเวณที่เคยเป็นประเทศยูโกสลาเวียในอดีต ก่อนแยกตัวออกมาเป็นโครเอเชีย, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และอีกหลายๆ ประเทศในเวลานี้ ยังคงเต็มไปด้วยกับระเบิดที่แต่ละฝ่ายฝังไว้เพื่อทำลายฝ่ายตรงกันข้ามในช่วงที่พื้่นที่นี้เต็มไปด้วยสงครามเมื่อต้นทศวรรษ 1990 โดยประเมินกันว่า ยังคงมีกับระเบิดหลงเหลืออยู่ในบริเวณดังกล่าวนั้น ไม่น้อยกว่า 250,000 ลูก

นับตั้งแต่สงครามสิ้นสุดลง มีผู้เสียชีวิตจากกับระเบิดเหล่านี้ไปแล้วมากกว่า 300 ราย เฉพาะในโครเอเชียเพียงประเทศเดียว ในจำนวนนี้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ซึ่งทำหน้าที่เก็บกู้กับระเบิดเหล่านี้มากถึง 66 นาย แสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า การค้นหาและเก็บกู้กับระเบิดเหล่านี้เป็นงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอันตรายและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด

ศาสตราจารย์เคซิชได้รับเงินทุนสนับสนุนจากทางสหภาพยุโรปหลายล้านปอนด์ เพื่อดำเนินโครงการ ชื่อโครงการ ทีรามิสุŽ โดยอาศัยคุณลักษณะพิเศษของผึ้งที่สามารถได้กลิ่นสิ่งที่ตัวเองเสาะหาได้ในระยะไกลถึง 4.5 กิโลเมตร นำมาใช้เป็นประโยชน์ ทีมงานของศาสตราจารย์เคซิช ทำงานอยู่ภายในเต็นท์กรุตาข่าย เต็มไปด้วยผึ้งเป็นจำนวนมาก เพื่อฝึกให้มันคุ้นกับน้ำตาลที่ผสมกลิ่นของระเบิดทีเอ็นทีเอาไว้ นอกจากเต็นท์ผึ้งดังกล่าวแล้ว ทีมวิจัยยังจัดทำ จุดให้อาหารŽ ผึ้งอยู่เป็นระยะๆ เกือบทั้งหมดมีร่องรอยของทีเอ็นทีอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ผึ้งเหล่านี้จะถูกฝึกให้เชื่อมโยงกลิ่นทีเอ็นทีเข้ากับอาหารที่มันจะได้รับเป็นประจำ หลังผ่านการฝึกแล้ว ผึ้งเกือบทั้งหมดจะไปรวมตัวกันอยู่แต่เฉพาะจุดให้อาหารที่มีทีเอ็นทีผสมอยู่ด้วยเท่านั้น

ในการใช้ผึ้งที่ผ่านการฝึกฝนแล้วให้หากับระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้น ทีมงานใช้กล้องจับภาพด้วยความร้อนเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวของฝูงผึ้งจากสถานที่ห่างไกล จุดใดที่ผึ้งไปรวมตัวกันอยู่เหนือพื้นดิน คือจุดที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีกับระเบิดฝังอยู่ด้านใต้ ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะเป็นผู้จัดการเก็บกู้กับระเบิดดังกล่าว

การฝึกผึ้งเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหากับระเบิดเช่นนี้ มีข้อดีอยู่หลายอย่าง นอกเหนือจากการที่มนุษย์ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นแล้ว ตัวผึ้งเองก็ไม่ได้เสี่ยงอันตรายไปด้วย เนื่องจากผึ้งมีขนาดเล็กมากและไม่เสี่ยงต่อการไปเหยียบหรือทำให้กับระเบิด ระเบิดขึ้นโดยไม่เจตนา เหมือนกับการฝึกฝนโดยใช้สัตว์อื่นๆ อย่างเช่น สุนัข ในการค้นหากับระเบิดเหล่านี้
นอกเหนือจากโครงการของศาสตราจารย์เคซิชแล้ว ก่อนหน้านี้ โครงการวิจัยก้าวหน้าของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (ดาร์ปา) ก็เคยทดลองฝึกผึ้งให้ค้นหากับระเบิดเช่นเดียวกัน ผึ้งในโครงการของดาร์ปา จะถูกติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณวิทยุขนาดเล็กเอาไว้ ทำให้การติดตามร่องรอยทำได้แม่นยำกว่า แต่ก็สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากกว่าเช่นเดียวกัน

วัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่ง หลังจากที่ผึ้งเหล่านี้ถูกฝึกฝนจนเคยชินแล้วก็คือ ทีมวิจัยจะปล่อยให้มันเป็นอิสระในพื้นที่ซึ่งเคยผ่านการเก็บกู้กับระเบิดจนเข้าใจว่าไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบซ้ำว่า ยังคงมีกับระเบิดที่ผู้เก็บกู้ที่เป็นคนหลงหูหลงตาเหลืออยู่หรือไม่นั่นเอง

ภาพและข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตะลึง.... ชาวจีนพบรากไม้ หน้าตาเหมือนตัวละครซิมป์สัน




     เมื่อวันที่ 15 พ.ค.56 เว็บไซต์เอ็นวายเดลี่นิวส์ รายงานว่าชาวจีน 2 รายได้ขุดพบราก
ของต้นเฮอโชวอู่ ที่มีรูปร่างคล้ายกับตัวละครการ์ตูนดัง โฮเมอร์ ซิมป์สัน จากการ์ตูนเรื่อง
ซิมป์สันส์ของอเมริกา จากบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง มณฑลเจียงซี ประเทศจีน 
     ลักษณะรากของต้นเฮอโชวอู่ต้นนี้มีลักษณะ ดวงตาปูดโปน จมูกโด่ง มีเส้นผมเพียง
เล็กน้อย คล้ายกับตัวละครในการ์ตูนดังซิมป์สัน 
     ต้นเฮอโชวอู่เป็นสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณรักษาอาการหมออารมณ์ทางเพศ ท้องผูก
และศีรษะล้านได้ 
ภาพและข้อมูลจาก http://news.boxza.com

สวยถูกสาป.. สาวดีกรี ดร.ครวญ ต้องลาออก-ทำงานไม่ได้"เพราะหน้าตามีเสน่ห์เกินไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 56 ว่า น.ส.ลอร่า เฟอร์นี่ สาวสวยชาวลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดเผยแก่สื่อท้องถิ่นว่า เธอต้องเผชิญชะตากรรมออกจากงาน และทำงานไม่ได้ เพราะหน้าตาดี มีเสน่ห์เกินไป แม้ว่าเธอจะมีดีกรีจบถึงปริญญาเอกก็ตาม



ลอร่า ซึ่งจบปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เธอเคยทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญในห้องทดลองวิจัยด้านการแพทย์ มีรายได้ 30,000 ปอนด์ต่อปี โดยทำงานตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2011 แต่สุดท้ายเธอต้องออกจากงาน เนื่องจากทนไม่ไหวกับคำพูดของเพื่อนร่วมงานที่บอกว่า เธอสวยเกินไป และสภาพกดดันต่าง ๆ โดยลอร่าบอกว่า เธอต้องออกงานเพราะเบื่อฟังคำพูดทำนองนี้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเธอ เพราะเธอไม่ได้ขี้เกียจทำงาน

นอกจากนี้ เธอกล่าวว่า ระหว่างทำงาน เธอยังถูกเพื่อนร่วมงานรุมจีบ ขอออกเดท รวมทั้งต้องเจอกับ"ของขวัญแปลกๆ"จากเพื่อนร่วมงาน ที่ประทับใจในตัวเธอบนโต๊ะเธอเป็นประจำ และว่า พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เธออึดอัดและผิดหวัง เพราะเธอต้องการให้ผู้คนสนใจงานที่ทำมากกว่าหน้าตาของเธอ

ลอร่า ยังกล่าวว่า ความสวยของเธอยังทำให้เธอถูกบรรดาเพื่อนหญิงรุมอิจฉา และถูกคิดว่าสวยแต่โง่ แต่เมื่อเธอพิสูจน์ได้ว่า เธอทำงานดีกว่า เธอกลับถูกเกลียดหนักขึ้นไปอีก และว่า ครั้งหนึ่งเธอยังเคยถูกเหล่าเพื่อนหญิงไล่ให้ไปนั่งฝั่งอื่น เพราะมีแต่ผู้ชายรุมมองเธอ และไม่มองพวกเธอ

รายงานระบุว่า กรณีของสาวลอร่า คล้ายกับกรณีของน.ส.เดบราห์ฮี โลเร็นซานาเบ พนักงานซิติ แบงก์ ซึ่งเปิดเผยว่า เธอถูกบังคับให้ออกจากงาน เพราะเพื่อนร่วมงานชายคิดว่า ความมีเสน่ห์ของเธอทำให้พวกเขาเสียสมาธิในการทำงาน โดยเธอได้ยื่นฟ้องศาล ระบุว่า นายจ้างของเธอได้แนะนำให้เธองดใส่เสื้อผ้าหลายประเภท ที่คิดว่าจะดึงดูดพวกเพื่อนร่วมงานชาย


ภาพและข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หอยมือเสือยักษ์ หอยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก



หอยมือเสือยักษ์ (อังกฤษ: Giant clam; ชื่อวิทยาศาสตร์: Tridacna gigas, /ไทร-เดก-นา-ไก-เกส/)
เป็นสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกมอลลัสกา เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ใกล้สูญพันธุ์
เป็นหอยที่อาศัยอยู่ใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก และ มหาสมุทรอินเดีย
โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มหอยสองฝา (Bivalves หรือ Pelecypods) มีฝาเปลือก 2 ชิ้นประกบ
ติดกันทางด้านล่าง ขอบด้านบนหยักเป็นคลื่น บนเปลือกเป็นแนวสันยาวโค้งจากฐานมาถึง
ขอบเปลือกข้างละประมาณ 4–5 แนว มีเกล็ดเปลือกเป็นแผ่นบางๆ ระบายเป็นชั้นๆ
ขนานกันในแนวขวางโดยรอบเปลือกด้านนอก
ฝาทั้งสองด้านของหอยมือเสือยักษ์ ยึดติดกันด้วยเอ็น ฝาด้านบนจะเปิดออกเพื่อรับแสง
และจะแผ่ส่วนเนื้อเยื่อที่เรียกว่าแมนเทิล (Mantle) ซึ่งมีสีสันสวยงามออกมา ลวดลาย
บนแมนเทิลของหอยแต่ละตัวจะไม่เหมือนกัน ส่วนที่เปลือกประกบกันอยู่เป็นบานพับเปลือก
ต่อจากบานพับเปลือกออกมาจะมีส่วนที่ลักษณะเป็นช่องสำหรับให้เส้นใยเนื้อ เยื่อที่เรียกว่า
บิสซัส (Byssus) ทำหน้าที่เชื่อมยึดตัวหอยให้เกาะติดกับหินหรือวัสดุใต้น้ำ หอยจะมีน้ำหนัก
ได้ถึง 200 กิโลกรัม กว้าง 120 เซนติเมตร มีชีวิตยืนยาวได้ถึง 100 ปีหรือมากกว่า

จัดเป็น หอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ติดอยู่ใน อนุสัญญาไซเตส (CITES)
ในน่านน้ำไทยไม่พบตัวที่มียังมีชีวิตอยู่ แต่พบเป็นซากฟอสซิล ปัจจุบันยังไม่สามารถ
เพาะขยายพันธุ์ได้ในประเทศไทย 
หอยชนิดนี้มีศัตรูทีสำคัญคือมนุษย์เพราะเนื้อของหอยถือว่าเป็นอาการอันโอชะใน
ประเทศญี่ปุ่น ที่รูปจักกันในนาม Himejako เปลือกของมันก็เป็นที่ต้องการทางการตลาด

ภาพและข้อมูลจาก http://teen.mthai.com


ตำนานลี้ลับของกษัตริย์หนู (Rat King)



จากยุโรป เป็นปรากฏการณ์ลึกลับที่แปลกประหลาดที่ไขปริศนามากกว่า ว่าเป็นเพราะอะไร
มันถึงต้องทำอย่างนั้น ปรากฏการณ์ราชาหนูหรือพญามุสิกนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ หนูเป็นๆ
กลุ่มหนึ่ง อายุรุ่นคราวเดียว มัดหางติดกันทั้งกระจุกและถ้าเราให้แพทย์ไปทำการเอ็กซ์เรย์
จะพบว่ากระดูกท่องหางของมันมัดอย่างหนาแน่น กระดูกบางชิ้นมีรอยหัก แสดงว่าหนูพวกนี้
มีหางติดกันมานาน และพยายามดึงตัวให้ออกพันธนาการแต่ไม่สำเร็จ


ปรากฏการณ์พญามุสิกนี้ ในช่วง ค.ศ. 1562 ถึง 1963 ได้เกิดขึ้นถึง 57 ครั้ง ส่วนใหญ่เกิดขึ้น
ในเยอรมัน ซึ่งทุกรายเป็นหนูสีดำ จำนวนหนูในแต่ละกระจุกนั้น มีระหว่าง 5 ถึง 12 ตัว และ
เป็นหนูวัยเดียวกัน อายุยังไม่โตเต็มที่ มักพบที่ที่มีรูเพดาน ฝาบ้าน ในครัว ในยุ้ง พร้อมกับ
เสียงร้องจี๊ดจ๊าดกันระงมในรังที่อยู่อาศัย ของมัน และเมื่อใดที่ผู้คนพบเห็นปรากฏการณ์นี้
จะเป็นการทำนายคร่าวๆ ว่า ”จะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นในไม่ช้านี้” เช่นเหตุการณ์โรคระบาดอหิวา
ของยุโรป, สงครามโลก เป็นต้น


ภาพและข้อมูลจาก http://teen.mthai.com

ทารกเด็กน้ำสัตว์ประหลาดคลองแสนแสบ

เรื่องนี้ไม่รู้จริงไม่จริงนะ ขึ้นอยู่กับผู้เล่าก็แล้วกันนะ

ทารกเด็กน้ำสัตว์ประหลาดคลองแสนแสบ

เห็นช่วงนี้ข่าว สึนามึคลองแสนแสบ กำลังมาแรงส์เพราะเรือขับแซงกันมา !!! ( คนขับเรือบอกเปล่าเกิด อาจจะเกิดจากระดับน้ำในคลองแสนแสบ บร๊ะ!!ฉันกินข้าวนะไม่ได้กินแกลบ หมูมันยังรู้เลย … พูดแล้วโมโห ) ซึงทำให้กระตุกต่อมอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับ เรื่องเล่าตำนาน ทารกเด็กน้ำสัตว์ประหลาดคลองแสนแสบ ที่เคยได้ยินมานานมากแล้วว ( แต่ไม่เคยไปสักที….ก็กลัวอ่ะไม่มีเพื่อนไป) เขาบอกว่า ทารกเด็กน้ำสัตว์ประหลาดคลองแสนแสบ สามารถกัดเรือพังในพริบตา คิดดูสิว่าถ้าตกลงไปจะเหลือซากอะไรละคะเนี้ย !

ทารกเด็กน้ำสัตว์ประหลาดคลองแสนแสบ

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ได้ยินมานานแล้ว (ถ้าไม่เชื่อก็คิดว่าเล่านิทานให้ฟังก็ได้) มีคนเล่าว่า ” ในคลองแสนแสบเคยมีคนเห็นสัตว์น้ำที่มีรูปร่างแปลกๆหรือบางคนเรียกว่า..เด็กน้ำ..”
  • เพราะ ทารกเด็กน้ำ จะมีขนาดประมาณเด็ก 4 เดือน
  • หัวโต
  • เส้นเลือดเต็มไปหมด
  • มือและเท้ามีพีงผืด
  • ถ้าอยากเจอก็ให้ไปนั่งเรือตอนประมาณ 2-4 ทุ่ม ในเส้นทางที่จะผ่านวัด (อะไรซักอย่างจำไม่ได้ ) แต่ถ้าถามคนเก่าคนแก่บริเวณนั้นดูก็จะรู้

ตำนานทารกเด็กน้ำสัตว์ประหลาดคลองแสนแสบ

มีผู้ชายคนหนึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (ไม่ทราบว่าชื่ออะไรจริงๆ) เวลากลับบ้านเขาจะต้องนั่งเรื่อผ่านบริเวณนี้ และทุกๆครั้งที่จะถึงบริเวณนั้นคนขับเรือก็จะต้องยกผ้าขาวบังรอบเรือให้หมด ซึ่งชายคนนั้นก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแถมยังเร่งเครื่องให้ เร็วมากด้วยแต่พอผ่านจากจุดนั้นเขาก็เบาเครื่องและขับปกติเหมือนเดิม..ซึ่งชายคน นั้นสังเกตว่าเวลาเรือแล่นผ่านบริเวณนั้นเรื่อเหมือนจะชนอะไรบางอย่างเป็นลูกๆ ให้เรื่อกระดกอยู่ตลอดเวลาแต่เขาก็ไม่สนใจ…..
จนวันหนึ่งที่เขากลับบ้านเขาจึงขอให้ลุงคนขับเรือเอาผ้าขาวลงเพื่อเขาจะได้ดูอะไรบางอย่างแต่ลุงก็ไม่ค่อยจะยอม จนในที่สุดก็ให้แต่แกจะไม่เบาเครื่องโดย เด็ดขาด..และเมื่อเรือแล่นผ่านจุดนั้นภาพที่ชายคนนั้นเห็นก็ปรากฎ กับภาพหัว…คล้ายๆหัวเด็กลอยอยู่เต็มแม่น้ำสองข้างทางนับรวมๆแล้วหลายพันตัวเลย (ขอให้เชื่อเถอะ) ซึ่งหน้าตาคล้ายเด็กแต่หัวจะมีเส้นเลือดเต็มไปหมด…ทำให้ชายคนนั้นถึงกับตะลึงและจดจำไปอีกนาน
และเมื่อ 3 ปีที่แล้วชายคนนี้ได้ไปพักที่บ้านเพื่อนที่อยู่ริมน้ำสายนี้ อีกครั้งซึ่งในตอนกลางคืนเขาและเพือนก็รู้สึกว่าระเบียงที่ตนเองนอนอยู่นั้นกำลังสั้นเหมือนจะหักหรือมีใครมาโยกระเบียง(ยื่นออกไปติดกับคลอง) และเขาก็ปลุกเพื่อนให้ลงมาดูเพราะคิดว่าเป็น ขโมยและสุดท้ายพอเขาลงมาแล้วส่องไปฉายไปตรงนั้นเขาก็พบว่าเขาได้เจอกับ ทารกเด็กน้ำ  หน้าตาหน้ากลัวกำลังกัดแทะเสาบ้านอยู่ซึ่งมันมีประมาณ 4 ตัว แล้วมันก็พากันหนีลงน้ำไป……… ซึ่งทำให้ชายคนนี้มั่นใจขึ้นอีกว่า ทารกเด็กน้ำสัตว์ประหลาดคลองแสนแสบ มันมีอยู่ในโลกและในประเทศไทยจริง…
ปล.หนังสือกินเน็ตบุก มีระบุชื่อและรูปประหลาดกึ่งคนกึ่งปลาตัวนี้ไว้ด้วยว่ามีอยู่ในประเทศไทยจริงๆและซากศพทารกเด็กน้ำสัตว์ประหลาดคลองแสนแสบ ที่หอสมุดแห่งชาติ
สงสัยทำไม๊ทำไม?ไม่มีคำตอบ ที่ชัดเจน
  • ไม่มีใครเอาเรื่องนี้มาคุยหรือค้นหากันจริงๆจังๆ
  • ถ้ามันมีมากมายขนาดนั้นทำไมไม่เห็นซากพวกมันลอยขึ้นมาบ้าง
  • ตอนกลางวันมันไปอยู่ไหนหมดทั้งๆที่มันมีมากมายหลายตัว (เป็นพันพอที่จะล่มเรื่อนักท่องเที่ยวได้อย่างสบาย)
  • มีคนเล่าว่าเคยไปถามผู้เถ้าผู้แก่แถวนั้นบางคนก็ไม่ยอมบอกอะไรเลย..จริงๆนะ
  • อยากให้คนที่รู้มาช่วยตอบที……..TT
  • บางคนบอกเป็นผีพรายน้ำ
  • บ้างก็เรียกเป็นนางเงือก เจ้าพระยาก็มี เป็นหญิง
เพื่อนๆน้องๆคนไหนอยากจะไปดูไปลองของก็ ระวังโป๊ะล่มเหมือนที่เกิดสึนามิคลองแสนแสบ นะจ้ะ (อยากไปดูด้วยอ่าา)

ภาพและข้อมูลจาก http://teen.mthai.com




วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมืองบาดาลอาร์เจนตินาโผล่อีกครั้งหลังจมทะเล28ปี


                              

บีบีซี/สกอตต์แมน - เมืองร้างแห่งหนึ่งของอาร์เจนตินา โผล่ขึ้นในแถบพื้นที่การเกษตรทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงบัวโนสไอเรส ของอาร์เจนตินา เกือบ 30 ปีที่มันต้องรกร่างว่างเปล่า หลังผู้คนอพยพหลบหนีอุทกภัยใหญ่

                         เมื่อ 11 พ.ค.56 เมืองร้างแห่งหนึ่งในอาร์เจนติน่าที่ถูกหลงลืมไปนาน กลับมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเมืองเริ่มสัมผัสกับอากาศอีกครั้ง หลังจมอยู่ใต้น้ำมานานหลายสิบปี


                          เมืองนี้มีชื่อว่า เอเปกูเอ็น ในอดีตเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศ มันตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบน้ำเค็ม แต่ก่อนมันมีประชากรแค่ 1,500 คน แต่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนถึงปีละ 2 หมื่นคน สิ่งที่นักท่องเที่ยวชอบทำเมื่อมาที่นี่ก็คือการลงแช่น้ำเกลือ และสปา เพราะน้ำในทะเลสาบของที่นี่มีเกลือมากกว่าทะเลถึง 10 เท่า เมื่อลงไปอยู่ในน้ำ เราจึงไม่จม

                          หลังเกิดฝนตกหนักปลายปี 2528 น้ำในทะเลสาบได้เข้าท่วมพื้นที่ทั้งเมืองสูงถึง 10 เมตร รวมทั้งแหล่งน้ำจืด ผู้คนต้องรีบอพยพออกมาโดยเร็ว เมืองที่่รุ่งเรืองต้องร้างในแทบจะทันที และน้ำก็ท่วมอยู่อย่างนั้นนานถึง 25 ปี จนกระทั่งเริ่มลดในปี 2550 หลังเจอสภาพอากาศแห้งแล้งนานหลายปี

                          ปัจจุบันยังไม่มีการกลับเข้าไปบูรณะฟื้นฟูเมือง แต่ก็มีนักท่องเที่ยวที่ขับรถจากกรุงบัวโนสไอเรสต์ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 6 ชั่วโมงเพื่อมาดูซากเมือง และพิพิธภัณฑ์ ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นบริเวณอดีตสถานีรถไฟ 


รวมทั้งพูดคุยกับปาฟโล โนวัค วัย 82 ปี ชาวเมืองคนเดียวที่ไม่ยอมอพยพออกไป แต่ไปปักหลักอยู่อาศัยอยู่แถบขอบเมือง



ภาพจาก http://www.manager.co.th/ และข้อมูลจาก http://www.komchadluek.net/

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทุบรถหรู Maserati ราคา 13 ล้านบาท กลางงานโชว์รถยนต์

เอเจนซี --ในวันเปิดงานแสดงรถยนต์นานาชาติที่เมืองชิงเต่า ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่
14 พ.ค.56 เกิดเหตุที่สร้างสีสันฮือฮาแก่งาน โดยเจ้าของรถยนต์หรู ยี่ห้อ มาเซราติ (Maserati) ได้นำรถยนต์มาทุบกลางลานศูนย์แสดงนิทรรศการและสินค้านครชิงเต่า
 มณฑลซันตง โดยชาย 4 คน ได้ฟาดท่อนเหล็กทุบรถยนต์หรู สีดำ ราคา 2,600,000 
หยวน พร้อมกับเขียนข้อความประท้วง “บริษัท Maserati มีตา หามีแววไม่” 

แค้น ! รถหรูเจ้าปัญหา จ่ายเงินซื้อมากว่า 2 ล้านหยวน ซ่อมเท่าไหร่ก็ไม่เรียบร้อย 
แถมถูกหลอกนำชิ้นส่วนเก่ามาเปลี่ยน เจ้าของจนหนทาง นำรถมาทุบในงาน
แสดงรถยนต์นานาชาติที่เมืองชิงเต่า วันที่ 14 พ.ค. 2556 (ภาพ เอเนซี)
     
เจ้าของรถได้ซื้อรถมาเซราติ คันนี้มาจากบริษัทจัดจำหน่ายรถยนต์ในชิงเต่า ต่อมาเกิด
ปัญหาคุณภาพ เจ้าของรถนำรถไปซ่อม 2 ครั้ง เมื่อปลายปี 2554 บริษัทได้นำชิ้นส่วน
รถยนต์จากรถเก่าที่เคยประสบอุบัติเหตุมาติดตั้งในรถ แทนที่จะใช้ชิ้นส่วนใหม่ และยังคิด
ราคาเท่ากับของใหม่ ต่อมาก็เกิดปัญหาประตูรถรถยน์เปลี่ยนรูปไปอย่างไม่รู้สาเหตุ 
จึงนำรถไปซ่อมที่ศูนย์ฯของบริษัทหลายครั้ง ก็ไม่เรียบร้อย สองเดือนก่อนหน้านี้ พนักงาน
บริษัทได้นำรถไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถของบริษัทอีกแห่งที่ดูมีความชำนาญกว่า แต่นอกจาก
ประตูด้านหลังก็ยังซ่อมไม่ได้เช่นเดิม แถมประตูด้านหน้ายังพังเสียหายอีก
       

ภาพทุบรถยนต์หรู ยี่ห้อ มาเซราติ (Maserati) กลางลานหน้าประตู
ศูนย์แสดงนิทรรศการและสินค้านครชิงเต่า มณฑลซันตง ในวันเปิดงาน
แสดงรถยนต์นานาชาติเมืองชิงเต่า วันที่ 14 พ.ค. 2556 (ภาพ ซินหวา)


ต่อมาผู้สื่อข่าวจีนก็ติดต่อไปยังเจ้าของรถหรูเจ้าปัญหาคันนี้ นายหวัง เจ้าของรถ บอกว่า
ได้ซื้อรถคันนี้มา ยี่ห้อ มาเซราติ คันนี้มาในราคา 2,600,000 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทย
13 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2554 ขณะนี้ วิ่งไป 20,000 กว่ากิโลเมตร นายหวัง เผย
เหตุผลในการทุบรถครั้งนี้ ว่า เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ในการยืนยันรักษาสิทธิตาม
กฏหมายของตน และเปิดโปงพฤติกรรมหลอกลวงของบริษัท เทคโนโลยีชั้นเลว และ
ความไม่รับผิดชอบ


ส่วนคนทุบรถที่หน้างานแสดงรถยนต์ เป็นเพื่อนของเจ้าของรถ รถมาเซราตีที่ถูกทุบนี้
ผลิตจากอิตาลี ราคาขายในตลาดขณะนี้ 2 ล้านหยวนขึ้นไป.




ภาพและข้อมูลจาก  http://www.manager.co.th/

ดาราจีน วัย 61 ขึ้นแท่น "แม่มดสวยสุดอันดับสองของโลก"



เอเจนซี--ไม่กี่วันมานี้ รายการทีวีโชว์ด้านบันเทิงแดนอาทิตย์อุทัยจัดอันดับ ““แม่มด”
ที่สวยสุดในโลก” ผลปรากฏ อดีตดาราดังจากแผ่นดินจีน หลิว เสี่ยวชิ่ง 
ขึ้นแท่น
อันดับสองแห่งทำเนียบสาวงามวัยดึกนี้ 


        แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชมรายการฯตะลึงตาลุกกัน ก็คือ “สาวใหญ่” พราวเสน่ห์ หลิว เสี่ยวชิ่ง
เธออายุถึง 61 ปี แล้ว

       
       เมื่อรายการทีวีญี่ปุ่นเผยอายุที่แท้จริงของหลิว เสี่ยวชิ่ง “61 ปี” ทำให้ชาวเน็ตแดนมังกร
ตะลึงตาลุก “ชาวจีนยังไม่มีใครรู้แน่ชัดเกี่ยวกับอายุของหลิว เสี่ยวชิ่ง ชาวญี่ปุ่นรู้ได้ยังไง?”

       
       ทั้งนี้ “แม่มดแสนสวย”เป็นหนึ่งในวลียอดฮิตของเครือข่ายสังคมออนไลน์ญี่ปุ่น หมายถึง
ผู้หญิงทำงานวัย 40 ปี ขึ้นไป ที่ยังรักษาสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และรูปโฉมโนมพรรณ
ได้อย่างดีเยี่ยม

       
       หลังจากที่ได้ตำแหน่ง “แม่มดแสนสวยแพรวเสน่ห์"จากญี่ปุ่น หลิว เสี่ยวชิ่ง ก็ได้
โพสต์ภาพของตัวเองในเว็บบล็อก “เวยปั๋ว” ให้ชาวเน็ตได้ยลโฉมงามวัย 61 ปีของตน
ชาวเน็ตต่างอุทานกัน “ดูไม่ออกเลยว่า 60 ปี แล้ว”

       
       หลิว หนึ่งในดาราสาวชื่อดังแห่งทศวรรษที่ 1980 เคยสวมบท พระนางซูสีไท่เฮาแห่ง
ราชวงศ์ชิง ในภาพยนตร์เรื่อง The Burning of the Imperial Palace (1983) และ Reign
Behind the Curtain (1984)

       
       หลิวติดอันดับที่ 45 ในกการจัดอันดับ 50 นักธุรกิจจีนผู้มั่งคั่ง โดยนิตยสารฟอร์บ ปี 1999
ต่อมา ในปี 2002 หลิวถูกดำเนินคดีและถูกตัดสินว่ามีความผิดหลบเลี่ยงภาษี ศาลสั่งปรับ
 7.1 ล้านหยวน




ภาพถ่ายจากรายการโทรทัศน์ญี่ปุ่น จัดอันดับ "แม่มดแสนสวย" ยกให้ดาราจีน หลิว เสี่ยวชิ่ง 
วัย 61 ปี ขึ้นแท่นอันดับสอง (ภาพ เอเจนซี)


หลิว เสี่ยวชิ่ง แม่มด "สาววัยดึก" พราวเสน่ห์


อีกภาพล่าสุดของหลิว เสี่ยวชิ่ง ที่โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ (ภาพ เอเจนซ๊)


หลิว เสี่ยวชิ่ง วัยดรุณีแรกรุ่น

หลิว เสี่ยวชิ่ง วัยดรุณีแรกรุ่น

หลิว เสี่ยวชิ่ง สวมบท จักรพรรดินี อู่ เจ๋อเทียน หรือบูเช็กเทียนวัยสาว

หลิว เสี่ยวชิ่ง โพสต์ภาพตัวเองให้ชาวเน็ตได้ยลโฉมงามวัย 61 ปี
 หลังจากที่ รายการบันเทิงญี่ปุนประกาศให้ตำแหน่งอันดับสองในทำเนียบแม่มดแสนสวยของโลก


ภาพและข้อมูลจาก  http://www.manager.co.th/

ผึ้งยักษ์ทำรังมหึมาบนโรงแรม 5 ดาวเมืองตรัง




ตรัง - ตะลึง!! ฝูงผึ้งยักษ์ทำรังขนาดมหึมาบริเวณชายคาห้องประชุมโรงแรมระดับ 5 ดาว
ในเมืองหมูย่าง และอาศัยอยู่อย่างสันติ ไม่เคยทำร้ายพนักงาน และแขกที่เข้าพัก
ด้านคณะผู้บริหารสั่งให้เลี้ยงไว้เพื่อเป็นสิริมงคล ห้ามใครไปรบกวนเด็ดขาด เผยคอหวย
ไม่พลาดเช่นเคยได้เลขเด็ด 188 ไปเสี่ยงโชคแล้ว

        
       เมื่อวันนี้ที่ 15 พ.ค.56 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงแรมเรือรัษฎา ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว
ในจังหวัดตรัง ตั้งอยู่เลขที่ 183 ถนนสายตรัง-พัทลุง ต.ทับเที่ยง เขตเทศบาลนครตรัง อ.เมือง
จ.ตรัง หลังจากได้รับการกล่าวขานจากทั้งพนักงาน และนักท่องเที่ยวว่า  มีฝูงผึ้งยักษ์ไปทำรัง
อาศัยอยู่ที่บริเวณชายคาด้านข้างห้องประชุมบนชั้น 3 ของโรงแรมดังกล่าว ซึ่งทางคณะผู้บริหาร
ใช้เป็นห้องประชุมกับหัวหน้าแผนกในทุกๆ เช้า จนสร้างความฮือฮาให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก เนื่องจากรังผึ้งมีความกว้างถึงประมาณ 1 เมตร และมีความยาวถึง 1.20 เมตร ในลักษณะครึ่งวงกลม อีกทั้งยังมีรังผึ้งขนาดเล็กๆ อีก 2 รัง อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย รวมประชากรผึ้งทั้งหมด
ประมาณ 1 แสนตัว ซึ่งจะบินว่อนไปมาระหว่างรังตลอดทั้งวัน

        
       นายจักรกฤษณ์ สุพีรจิต ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมเรือรัษฎา กล่าวว่า ปกติทุกๆ ปีจะมีฝูงผึ้ง
บินมาทำรังที่บริเวณริมชายคา และตามต้นไม้ของบริเวณโรงแรมจำนวนหลายรัง โดยเฉพาะ
ในช่วงเดือน ก.ค. กระทั่งเมื่อถึงเดือน พ.ค. ของปีถัดไป ฝูงผึ้งก็จะอพยพออกไป แต่จะมีขนาด
รังผึ้งที่เล็ก ต่างกับรังผึ้งล่าสุดของปีนี้ที่มีขนาดใหญ่โตอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน และยัง
ไม่มีท่าทีว่าจะอพยพหนี แถมมีขนาดที่ใหญ่โตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น ยังมีรังผึ้งขนาดเล็ก
อีก 2 รัง นับเป็นสิ่งที่แปลกมาก

        
       โดยก่อนหน้านี้ เคยมีชาวบ้านมาขอตีรังผึ้งยักษ์เพื่อเอาน้ำหวาน แต่ทางโรงแรมไม่อนุญาต เนื่องจากไม่อยากเบียดเบียนสัตว์ และเชื่อว่าคนกับสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ อีกทั้ง
เกรงว่าถ้าไปรบกวนจะเป็นอันตรายต่อพนักงาน และแขกที่มาพักได้ ที่สำคัญก็คือ ในช่วงหลายปี
ที่ผ่านมา ซึ่งมีฝูงผึ้งมาทำรังตามจุดต่างๆ ก็ไม่เคยมีพนักงาน หรือแขกที่เข้าพักผู้ใดถูกทำร้ายเลย

        
       ดังนั้น จึงเชื่อว่าการที่มีฝูงผึ้งขนาดใหญ่มาทำรังที่บริเวณริมชายคาของโรงแรม
เรือรัษฎานั้น ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี และแสดงถึงความเป็นสิริมงคล เพราะในขณะที่ฝูงผึ้ง
มีขนาดใหญ่โตเพิ่มขึ้น กลับทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้าพัก และทำกิจกรรมในโรงแรม
มีมากขึ้นตามมา ดังนั้น ทางคณะผู้บริหารชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ามาบริหารโรงแรมได้ประมาณ
 2 ปีเศษ จึงมีความเห็นตรงกันว่า จะไม่ทำลายรังผึ้งทุกรังในโรงแรม โดยได้สั่งพนักงาน
ทุกคนห้ามมิให้ไปรบกวนรังผึ้งโดยเด็ดขาด และจะปล่อยให้ฝูงผึ้งทิ้งรังอพยพไปเองตาม
ธรรมชาติ

        
       ส่วนการจะเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฝูงผึ้งยักษ์หรือไม่นั้น นักท่องเที่ยวต้องมีการประสานมาก่อน
ล่วงหน้า เพื่อพิจารณาเป็นรายๆ ไป พร้อมทั้งได้สั่งพนักงานล็อกประตูห้อง และกระจกหน้าต่างไว้
เพื่อความปลอดภัย อีกทั้งยังไม่อยากให้ใครเข้าไปรบกวนฝูงผึ้งยักษ์ เพื่อจะได้อาศัยอยู่คู่กับโรงแรม
ไปอย่างยาวนาน



ภาพและข้อมูลจาก  http://www.manager.co.th/

พบลูกหมูประหลาด เพศมีอวัยวะเพศ 2 อัน ลิ้น 2 แฉก มี 5 ขา




              เมื่อ 15 พ.ค. 56 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปบ้านเลขที่ 117 หมู่ที่ 4 บ้านตะขบ ตำบล
หินโคน อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ หลังทราบว่า บ้านดังกล่าวมีแม่หมู ออกลูก
ประหลาดผิดธรรมชาติ พบนายจ่อย แสนรัมย์ อายุ 67 ปี กับ นางดอกไม้ แสนรัมย์ อายุ
64 ปี สองสามีภรรยา เจ้าของบ้าน และเจ้าของลูกหมูประหลาดผิดธรรมชาติ
               นางดอกไม้ กล่าวว่า ตนได้เลี้ยงหมูมานานกว่า 36 ปีแล้ว มีทั้งหมูแม่พันธุ์ และ
พ่อพันธุ์ หลังจากที่แม่หมูตั้งท้องและตกลูกหมูครั้งนี้เป็นคอกที่ 3 แล้ว ซึ่งตนถือว่าแม่หมูตัวนี้
เป็นหมูที่ให้โชคลาภแก่ตน โดยแต่ละครั้งจะตกลูกหมูออกมาให้เป็นจำนวนมาก และลูกหมูก็
ไม่เคยตายสักตัว โดยเมื่อเวลาประมาณหลังเที่ยงคืนที่ผ่านมา แม่หมูที่เลี้ยงไว้ได้ตกลูกออกมา
ทั้งหมด 9 ตัว เป็นเพศผู้ 5 ตัว เพศเมีย 4 ตัว แต่ตัวสุดท้ายออกมาผิดปกติ คือ มีลิ้น 2 แฉก
เขี้ยว ยาว 1 เซนติเมตร มีขา 5 ขา อีกหนึ่งขาโผล่กลางระหว่าง 2 ขาหลังยื่นออกมายาว
ประมาณ 10 เซนติเมตร แต่ที่ขามีนิ้ว 5 นิ้ว คล้ายนิ้วมือคน ทั้งยังมีอวัยวะเพศ 2 อัน
มีสุขภาพแข็งแรง แต่เดินไม่ได้ และไม่สามารถกินนมแม่เองเหมือนลูกหมูตัวอื่นๆ ได้
ต้องคอยป้อนนมตลอดเวลา
               "ขณะนี้ลูกหมูตัวดังกล่าว ตนและสามีจะนำไปใส่กรงเลี้ยงไว้ในบ้าน โดยใช้ไฟ
หลอดกลมเปิดอบให้ความอบอุ่น ดูแลป้อนนม จนกว่าลูกหมูจะแข็งแรง หากภายใน 15-40 วัน
 ลูกหมูยังมีชีวิตรอดอยู่ได้เป็นปกติ ก็จะนำลูกหมูไปถวายที่วัดบ้านตะขบ เพื่อให้ชาวบ้าน
ได้ดูต่อไป" นางดอกไม้ กล่าว
               ด้าน นายจ่อย กล่าวต่อว่า เมื่อชาวบ้านทราบข่าวได้เดินทางมาดู เพราะเห็นว่า
แปลกและบางรายนำไปตีเป็นเลขเด็ด ซึ่งตนได้นำลูกหมูตัวดังกล่าวไปใส่กรงเลี้ยงไว้ในบ้าน
เพื่อไว้ให้ชาวบ้านได้ดูเพราะเห็นว่าแปลกดีและที่ผ่านมาไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน จึงอยาก
เตือนชาวบ้านว่าเป็นความผิดปกติทางธรรมชาติไม่ได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไม่ควรนำตีเป็น
เลขเด็ด เนื่องจากอาจทำให้หมดเงินไปในทางเสี่ยงโชค

ภาพและข้อมูลจาก http://www.komchadluek.net/

ลูกวัวประหลาดมี 2 หัว


ชาวราชบุรีตะลึง!พบลูกวัวประหลาดมี 2 หัวในตัวเดียวกัน

               เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีคนนำลูกวัวประหลาด ตัวเดียว
แต่มีสองหัว เพศผู้อายุประมาณ 1 วัน มาถวายวัดพุเกตุ หมู่ 4 ต.ห้วยยางโทน อ.ปากท่อ 
จ.ราชบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าลูกวัวประหลาดดังกล่าว ตายแล้วทางวัดได้
นำน้ำยาฟอร์มารีน มาฉีดศพลูกวัวไว้เพื่อไม่ให้เน่า ซึ่งลูกวัวประหลาดตัวดังกล่าว 
มีสีขาวนวล รูปร่างสมบูรณ์ ส่วนที่หัวมี 2 หัว คือมีหัวด้านบนและด้านล่าง และมีใบ
โพธิ์ที่หน้าวัวทั้งสองหัวด้วย โดยหัวทั้งสองนั้นก็สมบูรณ์สร้างความประลาดใจให้กับผู้ที่พบเห็น

               โดยนางศรีเมือง แก้วตาทิพย์ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ 4 บ้าน
หนองกลางเนิน ต.ห้วยยางโทน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นเจ้าของลูกวัวประหลาด
ก็บอกว่า เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนเห็นว่า แม่วัวที่ชื่อ นางเป้ง อายุ
 ประมาณ 6 ปี กำลังเจ็บท้องจึงคิดว่าน่าจะคลอดภายในวันนี้ จึงได้ออกไปทำธุระ
นอกบ้านและเมื่อกลับมาช่วงเย็นก็พบว่า นางเป้งคลอดลูกแล้ว แต่ลูกที่ออกมานั้นมีสองหัว 
ก็ตกใจจึงเรียกลูกหลานมาดู และพบว่าลูกวัวนั้นตายแล้ว ซึ่งน่าเสียดายมากเพราะ
แม่ของลูกวัวประหลาดนั้นรูปร่างสมบูรณ์แข็งแรงดี และมีลูกมาแล้วถึง 4 ตัว ไม่น่า
จะคลอดลูกออกมาตาย ซึ่งถ้าลูกวัวไม่ตายก็จะเลี้ยงดูอย่างดี แต่เมื่อตายแล้วก็เลย
นำมาถวายที่วัดพุเกตุเพื่อให้พระท่านได้ทำการเก็บรักษาไว้
               ด้านพระครูสีระ สมานะคุณ เจ้าอาวาสวัดพุเกตุ ก็ได้รับลูกวัวประหลาดไว้
และจะทำการสต๊าฟซากลูกวัวไว้และเก็บไว้ในโลงแก้วอย่างดีเพื่อให้ผู้ที่มาทำบุญได้ดู



ภาพและข้อมูลจาก http://www.komchadluek.net/

พบหินศิลาแลงในตอต้นโพธิ์หลังวัดร้าง อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง




เมื่อ 15 พ.ค.56 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายปัญญา สมบูรณ์สุด อายุ 38 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 6
ต.หนองแม่ไก่ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ว่า ได้พบเห็นหินศิลาแลงจำนวนมากเรียงอยู่ภายใน
ตอต้นโพธิ์ขนาดใหญ่กว่า 3 คนโอบ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่บริเวณวัดบันไดนาค ซึ่งเป็น
วัดร้างสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันชาวบ้านได้ทำการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหม่
ขึ้นมาจำนวน 3 องค์ ไว้สำหรับให้ชาวบ้านได้บูชากราบไหว้ โดยที่บริเวณฐานพระมีหินศิลา
แลงเรียงกันอยู่เป็นชั้นๆ จำนวนมาก โดยมีต้นโพธิ์ขนาดสูงใหญ่คอยให้ร่มเงา แต่ที่สร้าง
ความประหลาดใจให้กับผู้สื่อข่าว ก็คือที่บริเวณข้างหลังต้นโพธิ์ใหญ่พบตอต้นโพธิ์ใหญ่
ประมาณ 3 คนโอบสูงประมาณ 5 เมตร ภายในต้นโพธิ์มีศิลาแลงจำนวนมากเรียงกันเป็น
ชั้นๆ อย่างเป็นระเบียบอยู่ภายในตอต้นโพธิ์นั้น

 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปถึงได้พบกับ นายสันต์ ก๋งฉิน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแม่ไก่
กล่าวว่า เมื่อก่อนต้นโพธิ์ต้นดังกล่าวตอนยังมีชีวิตอยู่และหุ้มศิลาแลงไว้เหมือนเช่นตอนนี้
ขึ้นอยู่บริเวณวัดร้างตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้เกิดมีลมพายุใหญ่พัดมาอย่างแรงทำให้ต้นโพธิ์
ต้นดังกล่าวหักและล้มลงขวางถนน กีดขวางรถที่ต้องใช้ทางสัญจรผ่านไปผ่านมา จึงได้
ทำการย้ายต้นโพธิ์ต้นดังกล่าว โดยนำรถแบ็คโฮมาขุดหลุมให้ใหม่และหวังว่าต้นโพธิ์จะเติบโต
และอยู่ต่อไป แต่ต้นโพธิ์กลับตายลงตรงจุดที่อยู่ตรงปัจจุบันนี้ จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่เล่า
ให้ฟังว่า ต้นโพธิ์นี้อยู่คู่กับวัดร้างแห่งนี้มามากกว่า 100 ปีแล้วโดยชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ
และศรัทธาในวัดร้างแห่งนี้มาก

ภาพและข้อมูลจาก http://www.komchadluek.net/

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ดูลักษณะนิสัยจากวันเดือนปีเกิด



มาดูซิว่าเราเป็นคนแบบไหน เพียงนำวัน เดือน ปี ค.ศ. ที่เกิด มาบวกกัน 

เช่น เราเกิดวันที่ 4 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1980 ::

1) นำเลขทั้งหมดมาบวกกันคือ 4 + 11 + 1980 = 1995

2) แยกตัวเลขออกมาบวกกันอีกครั้ง จะได้เป็น 1 + 9 + 9 + 5 = 24

3) แยกบวกอีกจนกว่าจะได้เลข 1 ตัวจะได้เป็น 2 + 4 = 6


เมื่อได้ผลลัพธ์เป็นเลขตัวเดียวแล้ว
 ขอให้ดูว่าตัวเลขที่ได้ตรงกับสีพื้นฐาน สีอะไรมีความหมายว่าอย่างไร?

แต่ถ้าเลขบวกกันแล้วได้ผลเป็น 11 และ 22 ไม่ต้องแยกบวกอีก เพราะเป็นพวกพิเศษกว่าพวกอื่น.. 



เลข 1: สีแดง ศักยภาพ : ผู้นำ 

พวกมีสีแดงเป็นสีพื้นฐาน จะมีความกระตือรือร้น เป็นผู้นำ เต็มไปด้วยพลังกระฉับกระเฉง มีเสน่ห์ สามารถพูดจาโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นได้ดี เป็นคนสนุกสนาน โอบอ้อมอารี กล้าหาญ ทะเยอทะยาน มองโลกในแง่ดี ชอบการแข่งขัน เป็นสีที่นำมาซึ่งความสำเร็จ คุณควรหาอะไรที่ท้าทายความสามารถทำแต่อย่าให้ถึงกับว่า คุณวิ่งไม่เร็ว แต่คุณสร้างโครงการท้าทายความสามารถ โดยฝันที่จะเป็นนักกีฬาโอลิมปิก อย่างนี้มันเกินความสามารถมากไป ต้องพิจารณาให้พอเหมาะสม 
ข้อเสีย มักจะขี้กังวล ตื่นตระหนก และอาจหลงตัวเอง รวมทั้งอาจจะบ้างานมากไปจนเครียดควรรู้จักพักผ่อน และคลายความเครียด

เลข 2: สีส้ม/แสด ศักยภาพ : มนุษยสัมพันธ์ดี 

คุณเป็นคนอบอุ่น น่าคบ เข้ากับคนง่าย ชอบเป็นที่ปรึกษาปัญหาให้ใครต่อใคร ชอบช่วยเหลือและ ทำตัวให้เป็นประโยชน์อยู่เสมอ มีจิตใจเป็นสมถะ ชอบปิดทองหลังพระ คุณควรคบกับคนที่มีนิสัยคล้ายคลึงกัน ไม่งั้นคนอื่นจะเอาเปรียบคุณ 
ข้อเสีย ขี้เกียจ ใจน้อย มักถูกคนอื่นเอาเปรียบ

เลข 3. สีเหลือง ศักยภาพ : มีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาด 
คุณเป็นคนคิดอะไรรวดเร็ว มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ เข้าสังคมง่ายปรับตัวเก่ง ชอบคุยถกเถียงปัญหา ชอบเรียนรู้ และทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน มีพรสวรรค์ด้านการพูด งานที่ทำควรเกี่ยวกับการพูดเป็นสื่อ เช่น ครู เซลล์แมน นักการทูต ที่ปรึกษา ฯลฯ หรืองานอาชีพที่ต้องใช้คำพูดเป็นหลัก เป็นคนฉลาดหลักแหลม และเรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว 
ข้อเสีย จับจด ขี้อาย โกหกเก่ง

เลข 4. สีเขียว ศักยภาพ : รักษาโรค (สีเขียวเป็นสีของการรักษาโรค) 
คุณเป็นคนรักสงบ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น จิตใจดี มีพลังจิต ไว้วางใจได้ คุณอาจมีลักษณะภายนอกหงิมๆ หรือเรียบง่าย แต่ส่วนลึกแล้วดื้อน่าดู คุณเป็นพวกสู้งาน หนักเอาเบาสู้ 
ข้อเสีย ดื้นรั้น ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

เลข 5. สีน้ำเงิน ศักยภาพ : เป็นได้ทุกอย่าง 
คุณเป็นพวกมองโลกในแง่ดี แม้ชีวิตจะลุ่มๆ ดอนๆไปบ้างแต่ยังยิ้มสู้เสมอ แสงออร่าของคุณจึงกว้างและสว่างไสวเสมอทำให้กระชุ่มกระชวยดูอ่อนกว่าวัย คุณมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ ปากกับใจตรงกัน รักการผจญภัย มีความคิดสร้างสรรค์และมีจินตนาการ ชอบพบปะผู้คน และสนใจการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม มีพรสวรรค์หลายๆ ด้าน ข้อเสีย ชอบทำงานหลายๆ อย่างในคราวเดียวกัน จึงกลายเป็นคนจับจด ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างนอกจากนั้นยังเป็นพวกชีพจรลงเท้า และขาดความอดทนอีกด้วย

เลข 6. สีคราม ศักยภาพ : มีความรับผิดชอบสูง 
คุณชอบงานด้านสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้อื่น ชอบรับผิดชอบงาน จิตใจโอบอ้อมอารี เป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ ไม่เห็นแก่ตัว 
ข้อเสีย ปฏิเสธใครไม่เป็น ควรหาเวลาเป็นตัวของตัวเองบ้าง มีมาตรฐานการทำงานสูง จึงมักหงุดหงิดกับอะไรๆ ที่ไม่ได้ตามมาตรฐานของตนเอง 

เลข 7. สีม่วง ศักยภาพ : ฉลาดล้ำลึก และสันโดษ 
คุณมีจิตใจละเอียดอ่อน สนใจในศาสตรลึกลับจนบางครั้งดูเหมือนเป็นคนลึกลับ คุณมีประสาทสัมผัสที่ ๖ รักสันโดษจนดูเหมือนคุณจะเข้ากับใครไม่ได้ 
ข้อเสีย มักดูถูกความคิดผู้อื่น และเก็บความรู้สึกมากเกินไป

เลข 8. สีชมพู ศักยภาพ : นักบริหาร นักธุรกิจ 
คุณเป็นคนมีความตั้งใจจริง แต่ค่อนข้างดื้นรั้น วางมาตรฐานตัวเองไว้สูง มีความเด็ดเดี่ยว และมุ่งมั่นที่จะให้บรรลุเป้าหมาย และความสำเร็จ อาชีพของคุณจึงต้องเกี่ยวกับการบริหารและความรับผิดชอบ ในส่วนลึกเป็นคนโรแมนติค และถ่อมตน รักความสงบ มีเมตตา ขณะเดียวกันจะยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่ยอมถอย ถ้าคุณรู้ว่าเป็นฝ่ายถูก 
ข้อเสีย มุงานมากเกินไปจนเครียด ควรหางานอดิเรกคลายเครียด 

เลข 9. สีทองเหลือง ศักยภาพ : นักสังคมสงเคราะห์ 
คุณเป็นคนอ่อนโยน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นทั้งนักปราชญ์และเป็นคนมีคุณธรรมเต็มเปี่ยม คุณมี ความสุขมากที่สุดเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นคนมีความสุขและมองโลกในแง่ดี 
ข้อเสีย ปฏิเสธใครไม่เป็น จึงถูกเอาเปรียบบ่อยๆ ควรรู้จักปฏิเสธบ้าง

เลข 11. สีเงิน ศักยภาพ : นักอุดมคติ 
คุณมีประสาทสัมผัสที่ ๖ มีศักยภาพสูงในหลายๆ ด้าน เต็มไปด้วยความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ชอบฝันหวาน แต่คุณมักจะฝันมากกว่าลงมือทำจริงๆ เป็นคนซื่อสัตย์ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มองโลกในแง่ดี ถ้ามุมานะสร้างความฝันให้เป็นความจริงคุณจะไปได้ไกลมากทีเดียว 
ข้อเสีย ขี้เกียจ และบางครั้งจะเครียดจนใครๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ควรหาเวลาพักผ่อน ฝึกสมาธิ หรือโยคะ 

เลข 22. สีทอง ศักยภาพ : ไม่มีขอบเขตจำกัด 
คุณสามารถทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก หรือทำงานใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องปอกกล้วยเข้าปาก คุณจะประสบความสำเร็จไปแทบทุกเรื่อง เป็นคนมีเสน่ห์จูงใจ ทำงานหนักเอาเบาสู้ มีเป้าหมาย ในการทำงานที่แน่นอน มีอุดมคติและความสามารถสูง เป็นผู้นำสามารถโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นได้



ภาพจากอินเทอร์เน็ต ข้อมูลจาก http://clickmeair.blogspot.com

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สาวป่วยแปลก! ต้องกินอาหารทุก 15 นาที

 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2555 เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า พบหญิงสาววัย 23 ปีป่วยเป็นโรคประหลาด ต้องกินอาหารในทุก ๆ 15 นาที เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ดังนั้นเฉลี่ยแล้ว เธอจะกินอาหาร 60 ครั้งต่อวัน แต่น้ำหนักเธอจะไม่มีวันมากไปกว่านี้แล้ว มีแต่จะลดลงอย่างรวดเร็วหากไม่กินอาหาร

            โดยเด็กหญิงคนดังกล่าว คือ นางสาวลิซซี่ เวลาสเควซ (Lizzie Velasquez) จากเมืองออสติน รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา หญิงสาวผู้มีร่างกายที่ผอมมากจนเนื้อหนังติดกระดูก จนไปที่ไหนก็มีแต่คนกลัวหรือแสดงท่าทีรังเกียจเธอ โดยลิซซี่เล่าว่า ในตอนแรก ตนโดนเพื่อน ๆ ล้อจนตนเองก็รับไม่ได้ ตนหงุดหงิดมากที่หลายคนนินทาว่า ตนเป็นโรคอดอาหารเพราะอยากผอม แต่ความจริงมันไม่ใช่เลย ตนต้องทนทุกข์ทรมานกับสิ่งที่เป็นอยู่แค่ไหน ไม่มีใครรู้ แต่ที่สุดแล้วตนก็เลือกที่จะเรียนรู้และยอมรับกับอาการที่เป็นอยู่ และปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 







 "ตนต้องกินอาหารหรือขนมต่าง ๆ ทุก ๆ 15 นาที ดังนั้นใน 1 วัน ตนจะต้องกินอาหารประมาณ 60 มื้อและต้องมีอาหารหรือขนมติดตัวไปไหนมาไหนตลอดเวลา ส่วนใหญ่ของที่กินก็มีหลากหลายประเภท ลูกอม ช็อกโกแลต พิซซ่า ไก่ โดนัท ไอศครีม แต่ถึงแม้ว่า อาหารที่กินเข้าไปจะมากมายเพียงใด หรือจะมีแคลลอรี่สูงถึง 5,000-8,000 แคลลอรี่่ต่อวันสูงเท่าใด แต่มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้ตนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นแล้ว มันมีแต่จะลดลงถ้าตนไม่กินอาหาร หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นซักปอนด์ ตนก็ดีใจมากแล้ว" ลิซซี่เล่าด้วยสีหน้าเศร้า

                                         


            ทั้งนี้ ลิซซี่เป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนดถึง 4 อาทิตย์ โดยมีน้ำหนักเพียง 2 ปอนด์ โดยแม่ของลิซซี่บอกว่า ตั้งแต่เด็ก ลิซซี่ถูกส่งไปโรงพยาบาล แต่แพทย์ไม่สามารถระบุอาการของเธอได้ ขณะที่เคสของเธอกลายเป็นที่สนใจของแพทย์ทั่วโลก และเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาด้านพันธุกรรมการเติบโตของร่างกายที่ผิดปกติ โดยแพทย์บางรายบอกว่า ลิซซี่ อาจมีอาการ Neonatal Progeroid Syndrome ที่ทำให้เกิดอาการร่างกายแก่ตัวไว สูญเสียไขมันจากใบหน้าและร่างกาย และเนื้อเยื่อเสื่อมสภาพ ซึ่งมีผู้คนจำนวนไม่มากนักที่ป่วยมีอาการเช่นนี้ และแต่ละรายก็จะมีอาการแตกต่างกันออกไป

ภาพและข้อมูลจาก http://hilightad.kapook.com

สาวอายุ 19 ปี ป่วยแปลก เหมือนเด็ก 2 ขวบ


ครอบครัวชีวิตรันทดหญิงสาว วัย 19 ป่วยเป็นโรคประหลาด ร่างกายหยุดการเจริญเติบโต ทำให้ตัวเล็กเท่าเด็กวัย 2 ขวบ 

สมองไม่พัฒนาเดินและพูดจาไม่ได้แถมพ่อแม่ยังป่วยสารพัดโรครุมเร้าทั้งโรคหัวใจ เบาหวาน และความดัน  ต้องคอย
เลี้ยงดูลูกสาวที่มีสภาพเหมือนเด็กทารกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เคยพาไปหาหมอระบุเป็นโรคไทรอยด์ แต่ไม่ได้รักษา
เพราะฐานะยากจน เผยลูกสาวหยุดการเจริญเติบโตตั้งแต่อายุ
2-3 ขวบ ลูกคนโตก็ตกงาน สามีเป็นช่างปูนหารายได้
จุนเจือครอบครัวเพียงคนเดียว ก็ต้องเลี้ยงดูกันไปตามยถากรรมจนกว่าใครจะตายก่อน วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือด้วย


เรื่องราวชีวิตรันทดของหญิงสาวอายุ 19 ปีป่วยเป็นโรคประหลาด ร่างกายหยุดเจริญเติบโตทำให้ตัวเล็กเท่าเด็ก 2 ขวบ
แถมพ่อแม่ยากจนและป่วยเป็นโรคประจำตัวสารพัดโรค เปิดเผยเมื่อเวลา
12.00 น. วันที่ 13 ก.ค.2552 ผู้สื่อข่าว
ได้รับแจ้งว่ามีครอบครัวชาวบ้านครอบครัวหนึ่งต้องเผชิญความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยเป็นโรคกันทั้งครอบครัว
โดยเฉพาะลูกสาวที่อายุ
19 ปีแล้ว แต่ร่างกายเล็กเท่าเด็ก 2 ขวบ พักอยู่ด้วยกัน 3 คนพ่อแม่ลูก ที่บ้านเลขที่ 49
ใกล้วัดพิกุล หมู่ 1 ต.พระขาว อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา จึงเดินทางไปตรวจสอบ


บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงสภาพเก่า พบนายมานะ ภู่บุญลาด อายุ 55 ปี และ นางอุไร ภู่บุญลาด
อายุ
54 ปี สองสามีภรรยาซึ่งทั้งคู่มีโรคประจำตัวคือ โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง กำลังเลี้ยงดูลูกสาว
อยู่ใต้ถุนบ้าน โดยลูกสาวชื่อ น.ส.สุภาพร หรือน้องแอม ภู่บุญลาด อายุ
19 ปี มีสภาพร่างกายเหมือนเด็ก
วัย
2-3 ขวบทุกอย่าง น้ำหนักเพียง 13 กิโลกรัม และมีความสูง 60 ซม. ไว้ผมยาวถึงเอวและมีลิ้นใหญ่คับปาก
 ถึงแม้ร่างกายมีอวัยวะครบสมบูรณ์แต่ก็มีสัดส่วนเหมือนเด็กเล็ก ไม่สามารถเดินหรือพูดจาสื่อสารใดๆ
ทำได้เพียงยิ้มเท่านั้น เนื่องจากสมองไม่มีพัฒนาการ ทำให้การเลี้ยงดูเป็นไปด้วยความยากลำบาก เหมือนเลี้ยง
เด็กทารกที่ต้องคอยป้อนนมป้อนข้าวและดูแลตอนขับถ่าย


นางอุไร ภู่บุญลาด ผู้เป็นแม่ ได้หยิบใบสูติบัตรของน้องแอมให้ผู้สื่อข่าวดู ระบุว่า เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2534 ที่ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า แรกเกิดน้ำหนัก 2,700 กรัม สมบูรณ์ จากนั้นเปิดเผยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า เดิมครอบครัว
อยู่กรุงเทพฯ มีลูก 3 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด 2 คนแรกปกติดี มีเพียงน้องแอม ลูกสาวคนเล็กที่เป็นแบบนี้ ทั้งที่
ตอนแรกเกิดก็ไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งอายุ 2-3 ขวบก็เริ่มสังเกตถึงความผิดปกติ เพราะลูกสาวหยุด
การเจริญเติบโต ไม่มีพัฒนาการทั้งทางสมองและร่ายกาย รูปร่างไม่เติบโต พูดจาไม่รู้เรื่อง เอาแต่ยิ้มอย่างเดียว 
จึงไปให้หมอตรวจสันนิษฐานว่าเป็นโรคไทรอยด์ แต่ไม่ได้รักษาจริงจัง จนเมื่อย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดที่อยุธยา
 ก็ไม่ได้พาไปหาหมออีกเพราะฐานะยากจน ทุกวันนี้ลูกสาวคนโตก็มาตกงาน ลูกสาวคนรองแต่งงานไปอยู่
ต่างจังหวัด ส่งเงินมาช่วยเหลือบ้าง ส่วนสามีก็สุขภาพไม่แข็งแรง ต้องทำงานรับจ้างเป็นช่างปูนเพื่อหาเงิน
มาเลี้ยงครอบครัว ขณะที่ตนก็ต้องคอยเฝ้าเลี้ยงดูน้องแอม ทั้งที่ตัวเองก็ป่วยเป็นโรคประจำตัวหลายโรค ปัจจุบัน
ได้รับเบี้ยคนพิการจาก อบต.พระขาว เดือนละ 500 บาท ก็เลี้ยงกันไปตามยถากรรมจนกว่าใครจะตายกันไปก่อน

ด้านนายมานะกล่าวว่า ก็ต้องดูแลกันไปเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร ระยะหลังๆ ร่างกายของตนก็เจ็บหนักขึ้น
 โรคเบาหวานรุกหนักจนขึ้นตา นอกจากนี้ต้องยกของหนักทุกวันทำให้ปวดหลังปวดเอวเข้าไปอีก แต่ก็ต้อง
อดทนสู้ชีวิตต่อไป โชคดีที่วัดพิกุลให้ไปช่วยงานก่อสร้างที่วัด จึงพอมีเงินมาซื้อข้าวกินไปวันๆ ส่วนน้องแอ
มส่วนใหญ่จะให้กินนมถั่วเหลือง หากเป็นข้าวก็กินได้ ไม่มากเพราะลิ้นคับปากทำให้กินลำบาก



ภาพจากอินเทอร์เน็ต และข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th