วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ยักษ์ใหญ่ “โมอาย” รูปปั้นหินมหัศจรรย์แห่งเกาะอีสเตอร์


  
                                          เหล่า “โมอาย” แห่งอีสเตอร์ (ภาพจาก เว็บไซต์ : Wikimedia)
       ประติมากรรมในแต่ละยุคนั้นมีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ และยิ่งเป็นประติมากรรมในยุคโบราณด้วยแล้วนั้น ก็ยิ่งมีความมหัศจรรย์เพิ่มมากขึ้นอีก เพราะแต่ละสิ่งที่เราได้เห็นนั้นมีทั้งความสวยงามที่มาพร้อมกับความอลังการ จนไม่น่าเชื่อว่าเมื่อยุคสมัยก่อนที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยช่วยนั้น เหตุใดจึงได้รังสรรค์สิ่งเหล่านั้นออกมาได้ เหล่ารูปปั้นหิน ”โมอาย” แห่งเกาะอีสเตอร์ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประติมากรรมโบราณที่มีความมหัศจรรย์อยู่มากเลยที่เดียว
       
       “โมอาย”(โมอาย,โมอาอิ : Moai) เป็นชื่อเรียกของเหล่ารูปปั้นหินแห่งเกาะอีสเตอร์ รูปปั้นเหล่านี้จะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์และส่วนศีรษะมีขนาดใหญ่เด่นชัด โดยรูปปั้นเหล่านี้ถูกตั้งเรียงรายกระจัดกระจายอยู่ทั่วเกาะอีสเตอร์ โดยเกาะอีสเตอร์แห่งนี้ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติลาปานุย ประเทศชิลี และห่างจากชายฝั่งชิลีไปทางทิศตะวันตกกว่า 3,600 กิโลเมตร อีกทั้งเกาะที่ใกล้เกาะอีสเตอร์มากที่สุดก็อยู่ห่างกันถึง 2,000 กิโลเมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งของโลก ลักษณะของเกาะมีขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 25 กิโลเมตร



                    รูปปั้นโมอายแบบใส่หมวก "ปูเกา" (ภาพจาก เว็บไซต์ : projectavalon)
       รูปปั้นหินโมอายเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวโพลิเนเชียน ซึ่งแกะสลักโมอายเหล่านี้มาจากหินก้อนเดียว ซึ่งหินดังกล่าวมาจากปล่องภูเขาไฟราโนรารากู (Rano Raraku) ที่อยู่บนเกาะ รูปปั้นหินแต่ละอันนั้นจะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ มีเอกลักษณ์เด่นอยู่ในส่วนที่เป็นศีรษะที่มีขนาดใหญ่เด่นชัด และบางตัวก็มีของประดับลักษณะคล้ายหมวกหรือมวยผมซึ่งเรียกว่า "ปูเกา" (pukao) เป็นชิ้นต่างหากอยู่บนศีรษะ แต่ละตัวนั้นมีขนาดสูงใหญ่ตั้งแต่ 3.5 เมตรไปจนถึงขนาด 10 เมตรและมีน้ำหนักกว่า 80 ตัน และยังมีการสำรวจพบโมอายบางแท่งที่ยังแกะไม่แล้วเสร็จ โดยมีความสูงถึง 21 เมตร หนัก 270 ตัน



     แผนที่ระบุ ความห่างไกลของเกาะจากแผ่นดินใหญ่ (ภาพจาก เว็บไซต์ : Wikimedia)
       โมอาย ถือเป็นประติมากรรมยุคอดีตที่มีความมหัศจรรย์อยู่ไม่น้อย เนื่องจากวัตถุดิบ วิธีการสร้างและความมหึมาของรูปปั้นหินนั้น ต้องลงทุนลงแรงและใช้เวลาเป็นอย่างมาก หลังจากสร้างเสร็จแล้วยังต้องเคลื่อนย้ายรูปปั้นไปยังตำแหน่งที่ต้องการเพื่อจะนำไปวางไว้ การขนย้ายโมอายซึ่งหนักและใหญ่นั้นทำอย่างไรก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ชาวพื้นเมืองมีความเชื่อว่า โมอายเหล่านี้สามารถเดินได้


        
       รูปปั้นหินโมอายในทะเลเกาะอีสเตอร์ (ภาพจาก เว็บไซต์ : tapiture)
       และก็ยังมีคำถามที่ว่าเหตุใดชาวเกาะจึงได้แกะสลักรูปปั้นหินขนาดมหึมาขึ้นมา จนมีการตั้งข้อสันนิษฐานของเหล่านักวิทยาศาสตร์ออกมาอย่างมากมาย แต่ในตำนานของเกาะแห่งนี้ ได้เล่าว่า “หัวหน้าเผ่าซึ่งเสาะหาที่ตั้งบ้านใหม่และเขาได้พบเกาะแห่งนี้และตั้งรกราก หลังจากที่หัวหน้าเผ่าตายไป เกาะก็ได้ถูกแบ่งให้เหล่าลูกชายของเขาเพื่อให้เป็นหัวหน้าเผ่าใหม่ เมื่อหัวหน้าเผ่าคนใดตายไปก็มีการนำโมอายไปตั้งไว้ ณ สุสาน ชาวเกาะทั้งหลายเชื่อว่ารูปปั้นโมอายจะรักษาจิตวิญญาณของหัวหน้าเผ่าเหล่านั้นไว้ เพื่อให้นำสิ่งดีๆ มาสู่เกาะ เช่น มีฝนตก พืชพรรณสมบูรณ์" อย่างไรก็ตามตำนานนี้อาจมีการบิดเบือนไปจากความจริงเนื่องจากได้มีการเล่าสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน



           ภาพจำลองวิธีการขนยายรูปปั้นหินโมอาย (ภาพจาก เว็บไซต์ : rocking)
       อย่างไรก็ดีรูปปั้นหินโมอายได้ถูกทิ้งไว้บนเกาะแห่งนี้มาอย่างยาวนาน โดยไม่มีผู้ใดรู้จักพวกมัน จนกระทั้งในปี ค.ศ.1722 นักเดินทางชาวดัตช์ ซึ่งเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกที่ได้เดินทางมาพบเกาะนี้ โดยค้นพบเกาะตรงกับวันอีสเตอร์ จึงได้เรียกเกาะแห่งนี้ว่าเกาะอีสเตอร์ หลังจากการสำรวจเกาะ ก็ได้พบกับผู้อยู่อาศัยเมื่อครั้งอดีตซึ่งนั่นก็คือเหล่ารูปปั้นหินโมอาย และในเวลาต่อมาเหล่ารูปปั้นหินโมอายเหล่านี้ก็ได้เป็นที่รูู้จักแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งได้ยืนท้าฟ้าฝน รอคอยให้ผู้คนได้มาเยี่ยมชมในความอลังการของประติมากรรมเมื่อครั้งอดีต และได้กลายมาเป็นความมหัศจรรย์ของเกาะอีสเตอร์แห่งนี้ ที่ยังคงเป็นปริศนาให้ผู้สนใจศึกษาค้นคว้ากันต่อไป


ภาพและข้อมูลจากhttp://www.manager.co.th/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น